~ ว้าว เวนิส แร้วชั้นจะกลับมา ~

ตามชื่อเลยคับ
สวยเริ่ดมากๆ เวนิส เราเรยไปบอกป๊ะป๋าว่า นี่ๆ ไว้ไปกันนะคุณพ่อ
พ่อเลยเง็ง บอกว่า ไม่เห็นจะมีไรเลยลูก เมืองเล็กๆเองนะ แต่ว่า
ก้อเค้าชอบนี่นา เมืองเล็กๆ เดินวันเดียวหมด แต่ว่า
ตรงริมที่ติดทะเลมันสวยยยยยยยยยมั่กๆ อะ เค้าชอบอะ คิๆ

มาจัดอันดับที่ชอบในเวนิสกันดีกว่า ก่อนอื่นขอบอกรายละเอียดชื่อมันนิดนึง Venice ในภาษาอิตาเลียน เขียนว่า Venezia นะ ก้ออ่านตามตัวไปเลย ส่วนอันดับที่ชอบก้อมีดังนี้

อย่างแรกที่ชอบก้อคือ วิว คับ วิวริมทะเล สวยมากๆ แถมมันมีสร้างสถาปัตยกรรมสวยเริ่ดไว้ที่เกาะอะไรซักอย่างฝั่งตรงข้ามกะ San Marco อีก (San Marco คือเกาะใหญ่ในเวนิส
เจรงๆเวนิสมีเกาะเล็กเกาะน้อยเยอะมาก ถ้าจะพักในเกาะเล็กเกาะน้อย
ก้อต้องนั่งเรือไป แต่ว่า เจรงๆไม่แนะนำ เพราะถึงมันจะถูกกว่าก้อเจรง
แต่ว่า เสียเวลาเดินทางไปอีก แถมต้องแบกข้าวของขึ้นเรือข้ามเกาะอีก
ลำบากมั่กๆ
) น้ำทะเลสีฟ้าใสๆ สวยเจรงๆ แร้วยังมีสะพาน Rialto Bridge อีก ที่ต้องถ่ายจากข้างนอกมาไม่ใช่จากบนสะพานเพราะเด๋วไม่เห็นความสวยของมัน อ่อ แล้วก้อยังมี St. Mark’s Square อีก
ที่จะเห็นนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด รวมทั้งฝูงนกทั้งหลายเต็มพื้นไปหมด
ที่นี่เค้าจะมีขายอาหารนกให้นักท่องเที่ยวโปรยด้วย ไอกิ๊ฟท์ซื้อมา
ก้อกรี๊ดไปโปรยไป เพราะว่า นกมันบินมารุมที่ตัว
นักท่องเที่ยวคนอื่นๆก้อขำกันใหญ่ แถมมีกลุ่มนึง
โยนอาหารนกมาที่นังคุณกิฟท์ด้วย มันเรยกรี๊ดใหญ่เรย เหอๆ
 อืม แล้วอีกอย่างที่รวมอยู่ในอันดับแรกที่ชอบก้อคือ พวกตรอกซอกซอยทั้งหลายในเวนิสเนี่ย
มันเล็กๆ แต่ว่า มันดูอบอุ่นดีจัง บางซอยนึกว่าทางตัน ที่ไหนได้
เดินไปทะลุโน่นนี่กันไปหมด แต่บางซอยคิดว่าเดินได้ อ่าวตันซะงั้น
555 แต่ไอแผนที่ ที่ tourist information ให้เนี่ยสุดยอด
ละเอียดทุกซอกซอยเจรงๆ ตอนแรกดูแผนที่นึกว่าแต่ละที่ต้องเดินกันตับแลบ
ที่ไหนได้ เดินนิดเดียวก้อถึงแล้ว เพราะแผนที่บอกซะละเอียดยิบเลยแหละ

อันดับสองที่ชอบ ก้อคือ ผู้คนอิตาเลี่ยนทั้งหลาย
นิสัยดีกันทั้งนั้น ถึงหน้าตาจะดูโหดๆกันไปบ้าง แต่ว่า พอได้พูดคุยกัน
เออเค้าขำกันดีเนอะ
แล้วสงสัยจะไม่ค่อยเห็นนักท่องเที่ยวชาวเอเชี่ยนกันหรือไง
ถามกันอยู่ได้ว่ามาจากประเทศไหน แต่ที่ถูกใจเจรงๆ คงเป็นคุณลุงที่
Reception ที่โรงแรม แบบว่า เค้าฮาเจรงๆ เป็นคุณลุงเค้านิสัยดี สอนภาษาอิตาเลี่ยนให้ตั้งหลายคำ แถมยังบอกอีกว่า เราดูเด็กสุดในทริป เหมือนอายุ 18 555 ถูกใจเจรงๆลุง
เจรงๆเค้าแก่สุดในทริปตะหาก
แถมยังอายุมากกว่าที่ลุงบอกเกือบสิบปีแร้วนะเนี่ย เอิ๊กๆ
สุดท้ายเลยต้องขอถ่ายรูปกะคุณลุงมาซะหน่อย แร้วก้อถ่ายกะคุณป้าด้วย แบบว่า
ขำกันมั่กๆ เออแต่เตือนไว้ก่อนว่าที่พักที่นี่แพงนรกมาก
อาจเพราะมันเป็นเกาะมั้ง คนนิยมไปพักผ่อน ราคาเรยสูง ตกคนละ
50 กว่าปอนด์
สรุปคืนนั้นพักกันห้องละหมื่นกว่าบาท โอ้ว พระเจ้า ยังกะห้องสูทเมืองไทย
แต่ว่า ที่พักที่นี่ดีมาก เจรงๆดีหมดทุกที่เรยที่พักที่อิตาลีเนี่ย
เพราะว่าทุกที่เค้ามีอ่างล้างก้นให้ด้วย 55 แบบว่า ที่ปารีส ไม่มีให้ แต่ที่นี่เค้ามีให้ด้วยนะ แถมมีเชือกให้คนแก่ดึงตอนเกิดอะไรร้ายแรงในอ่างอาบน้ำด้วย ดีเจรงๆ

อันดับสามที่ชอบ ก้อคือ อืม คิดหนัก ว่าจะเป็นเรือกอนโดลา (ภาษาที่นี่เขียนว่า Gondole แฮะ ไม่ใช่ Gondola) หรือว่า อาหารอิตาเลี่ยนดีว้า
สรุปให้คะแนนเท่ากันทั้งคู่แระกัน เล่าเรื่องกอนโดลาก่อน แบบว่า
การล่องเรือกอนโดลาเนี่ย มันได้บรรยากาศโรแมนติกเจรงๆ
ส่วนมากเค้ามาล่องเป็นคู่ๆแฮะ แถมมีบางลำ สงสัยจะแพงหูฉี่
มีอาหารเสิร์ฟพร้อมไวน์ แล้วยังมีคนมาเล่นดนตรีคนนึง ร้องเพลง
อีกคนนึงด้วยนะเนี่ย อลังการเกินไปแล้ว ขนาดเรือที่พวกเราขึ้นแบบปกติเนี่ย
ราคาตั้ง
150 ยูโรแน่ะ ก้อตกคนละ 50 ยูโร แพงเกิ๊น แต่มาทั้งที ก้อต้องนั่งเส่ะเนอะ ..
อืม ต่อๆ ท่าทางลำที่บอกว่า อลังการสงสัยจะราคาหลายร้อยอยู่ แต่ก้อดี
เรือเราลอยอยู่ข้างๆ เรยได้ผลบุญฟังเพลงอลังการคนร้องเสียงยังกะโอเปร่า
ไปด้วยเรย โชคดีไป แต่ว่า ล่องเรือนี่ ล่องแค่ประมาณ
45 – 60 นาทีเองนะ
แป๊บเดียวเอง แต่ก้อชิวๆดีอะ ถ้าล่องก้อต้องล่องเย็นๆ
เพราะว่าที่นี่แดดแรงมากกกกก อาจจะเพราะไปช่วงหน้าร้อนด้วยแหละ แดดตั้ง
26 องศาแน่ะ มาจากปารีส แค่ประมาณ 19 – 20 องศาเองนะนั่น
เสื้อผ้าที่จัดไปเรยประหลาดๆเรย แบบว่า อยู่ปารีสตอนแรกจัดแต่กระโปรงสั้น
กางเกงสั้น พอมันหนาว เรยต้องเปลี่ยนแผน
เอาเสื้อที่เอาไปสำรองมาใส่แทนที่ปารีส เหอๆ

เอ๊ย ต่อๆ ไหงวนไปที่ปารีสได้หว่า ส่วนอันดับ 3 อันที่ 2 ก้อคืออาหารอิตาเลี่ยน
เจรงๆ ก้อชอบอาหารทุกที่ที่อิตาลีแหละ แบบว่า
ชอบอาหารอิตาเลี่ยนเป็นทุนเดิมอยู่แร้ว แถมมาที่เวนิสนี่ก้อกินหมึกดำด้วย
ฟันดำปี๋เรย ถ่ายรูปมาด้วย น่าเกลียดเจรงๆ อ๋อ แต่ที่ห้ามพลาดเลยก้อ คือ ไอติม
นั่นเอง ตอนแรกก้อไม่รุหรอกว่าอร่อยมาก แต่ว่า
พอมาถึงที่นี่ก้อโทรหาป๊ะป๋า บอกว่า มาถึงเวนิสแร้วนะคุณพ่อ โง้นงี้ๆ
ป๊ะป๋าเรยบอกว่า อย่าลืมไปกินไอติมนะลูก ไม่ใช่แค่อร่อยนะ
โคตรอร่อยเรยตะหาก
555 สรุปเลยต้องเชื่อคำป๊ะป๋า
ลองกินไอติมซะเรย ก่อนกิน ก้อไปกินของคาวกันก่อน
แร้วไอติมก้ออยู่ตรงข้ามกะร้านเรย ตอนแรกกลัวกินเสร็จแร้วร้านไอติมปิด
เลยส่งตั๊กออกไปถามว่าร้านไอติมปิดกี่โมง สรุปปิด
5ทุ่มครึ่ง
โอ้วแม่เจ้า มันเปิดกันดึกเจรงๆ คงเพราะที่นี่มืดช้าด้วยแหละ เลยปิดดึก
สรุป พอกินพวกพิชซ่า สปาเกตตี้ ลาซานย่า โน่นนี่กันเสร็จ
ก้อออกมากินไอติมกัน โห อร่อยเจรงๆ
Thorntons ที่นี่ชิดซ้ายไปเลยแฮะ ถูกด้วย 2 ลูก 2 ยูโร ไม่เหมือนที่นี่ 2 ลูก 1.8 ปอนด์ แถมที่เวนิสยังลูกใหญ่บึ้มกว่าเยอะเรย ชอบเจรงๆๆ

นี่แหละ Venezia อยากเห็นความงามของมัน ก้อไปดูรูปกันได้ ใครมีโอกาสก้ออย่าลืมไปเที่ยวที่นี่นะ หุหุ มาแอบโฆษณาให้ซะงั้น

~ P.a.N.g.i.E ~

Ps. – ไอติมภาษาอิตาเลี่ยน เรียกว่า Gelato นะ

    Ciao = Hello อ่านว่า เชา
    
Arrivederci = Bye อ่านว่า
อาริเวเดอชี่ เน้นเสียงตรงคำว่า เดอ แล้วลากเสียงยาวๆ เป็น เด้อ แทน แต่ปกติ
คนที่นี่ไม่นิยมพูดคำนี้แฮะ กลับพูดคำว่า
Ciao แทน
ทั้ง สวัสดี ทั้ง ลาก่อน เลยอะ

   
Grazie = Thank you
อ่านว่า กราซิเอ
    
Molto Carino = คุณหล่อจัง อ่านว่า
มอลโต คาริโนะ

   
Molto Carina =
คุณสวยจัง อ่านว่า มอลโต คารินะ แบบว่า ไอ
2 ประโยคหลังนี่
ท่องกะคุณตั๊กอยู่นาน แต่ที่ไหนได้ ไม่ค่อยได้ใช้เรยแฮะ
เพราะที่นี่มีแต่คนหน้าเถื่อนๆอ่ะ เหอๆ สรุปเรยได้ใช้แค่ชมคุณลุงคุณป้าที่
 Reception โรงแรมอย่างเดียวเรย เอิ๊กส์

Posted in Uncategorized | Leave a comment

~ โอ้ววว นี่หรือปารีส (ตอนที่ 2) ~

ต่อๆ แบบว่า เกือบลืมเล่า
ขอด่าผู้คนที่นั่นอีกหน่อย ตอนที่ไปดิสนีรีสอร์ทเนี่ย ก่อนเข้าก้อไม่มีแถวเรย
มีแต่คนมุงกันอยู่หน้าประตูทางเข้า พอไปต่อแถวที่เครื่องเล่นต่างๆ
อยู่ๆก้อมีคนเดินมาแย่งเข้าแถวที่เราต่อข้างหน้าซะงั้น ขนาดเด็ก
2 – 3 ขวบ
มันยังมาเดินแซงหน้าเราเรย เอาเข้าไป เนี่ยนะ ไม่รุจักสอนมารยาทให้ตั้งแต่เด็ก
มันเลยโตขึ้นมาแย่เลยนะเนี่ย
สุดท้ายหลังจากได้รับบทเรียนมาแล้ว
เราและคุณกิ๊ฟท์กับคุณตั๊ก เลยยืนเป็นเส้นขนานมันซะเลย แถมกางขาอีกตะหาก
เอาให้มันไม่สามารถมาแซงได้เลยแระกัน เหอๆ โกรธเจรงๆนะเนี่ย พวกไร้มารยาทพวกนี้เนี่ย

ส่วนนึงที่โมโหไอพวกนี้
สงสัยเพราะที่อังกฤษคนเค้ามีมารยาท ทุกอย่างต้องเข้าแถวกันหมดมั้ง
เรยได้ซึมซับมารยาทผู้ดีมามั่ง เห็นนังคุณนุก ที่กลับไทยไปแร้ว บ่นว่า พอกลับไทย
ต้องปรับตัวกับมารยาทแย่ๆของคนไทยอยู่ซักระยะ อืม สงสัยจะเจรง เหมือนที่ปันบอกว่า
อาจจะเพราะมาจากไทย ไม่ได้ผ่านอังกฤษก่อน ก้อเลยไม่รุสึกแย่เหมือนเราละมั้ง เหอๆ

อ่อ แล้วอีกอย่างที่แย่ก้อคือ เมโทร
ที่นั่น นั่นเอง แบบว่า เออ พวกช้านนะไม่อยากเดินมาก ก้อเลยนั่งเมโทรกัน แต่ไหง
ไอเมโทรนี่จากทางเข้ากว่าจะเดินไปถึงรถไฟเนี่ย มันไกลแสนไกลได้ขนาดนี้เนี่ย
เจรงๆแล้ว มันระยะทางพอๆกะเดินไปที่เที่ยวนั้นๆหรือเปล่าฟระเนี่ย
เดินจนน่องปูดเลยนะ ขาแข็งโป๊ก แถมส้นเท้าแตกน่าเกลียดอีก กลับมาต้องขัดกันแทบตาย
โกดมันอีกแร้วนังปารีส เชอะ

อีกอย่าง คือ
คนเดินข้ามถนนไม่ดูสัญญาณไฟกันเลย น่ากลัวเจรงๆ ประมาณว่า พอถนนมันดูโล่งๆ
คนก้อเดินข้ามกันทั้งๆที่ไฟคนเดิน ยังเป็นสีแดงอยู่เลย ประหลาดมากมาย
ท่าทางคนที่นี่จะไม่มีระเบียบอย่างรุนแรงเจรงๆด้วยนะเนี่ย
แถมเวลาพาคุณสุนัขมาเดินเที่ยว
มันอึ๊เละเทะ ไหงเจ้าของไม่เก็บกันฟระ เวลาเดินเลยต้องระวังบอมบ์กัน
แถมอีกอย่างก้อคือ คนสูบบุหรี่กันเยอะมาก เป่าหัวพวกตรูอยู่ได้ เหม็นเฟร้ยยยยย

อ๋อ แล้วที่โมโหอีกอันนอกจากนั้นก้อคือ
นังคุณๆพนักงานที่
Security Check ตอนขาออกจากปารีสไปเวนิส เนี่ยสิ
ดันวางกระเป๋ามัลเบอร์รี่ของช้านบนสายพาน แร้วสายพานมันเปียกน้ำ
กรี๊ดต่อหน้ามันเรยคับ กรี๊สมันเข้าไป มาทำกระเป๋าชั้นเปียกน้ำได้ยังไง
มันแพ้น้ำอย่างแรงด้วย สุดท้าย ทั้งก้นกระเป๋าเป็นด่างๆดวงๆทั้งก้น น่าเกลียดมากๆ
ถึงแห้งแล้วมันก้อยังเป็นด่างๆน่าเกลียดอยู่ เห็นแร้วน้ำตาแทบร่วง
ดีนะเนี่ยไม่เป็นที่หน้า หรือว่า
หลังกระเป๋าไม่งั้นกรี๊ดให้มันเอาตังค์ค่ากระเป๋ามาเลย เชอะ โกดขั้นรุนแรง
ถึงตอนนี้นั่งดูก้นกระเป๋าก้อยังโกดอยู่
ขนาดชั้นถือๆที่ปารีสชั้นยังพกถุงพลาสติกไว้เลย เผื่อฝนตกก้อเอาเป๋าใส่ถุงซะ
ถนุถนอมสุดชีวิต มาทำร้ายกระเป๋าชั้นได้ เชอะ เกลียดมันไอคนปารีส ฮึ่ม

แต่จากข้อเสียทั้งหลายแหล่
ก้อมีข้อดีอยู่
2 ข้อฟระ ข้อแรกก้อคือ หนุ่มหล่อ!!!
นั่นเอง 555 หล่อแบบว่า
ไม่รุพันธุกรรมมันดีกันหรือไง ไมมันหล่อกันทั้งถนนแบบนี้ฟระ หล่อกันทั้งบ้านทั้งเมือง
เท่ส์ระเบิดเทิดเทิงกันไปเลย ตรูกับคุณเพื่อนตั๊กก้อตาแทบลาย
ดูหนุ่มหล่อกันแทบไม่ทัน ไอคุณตั๊กก้อสะกิดๆจนแขนตรูจะช้ำเป็นสีม่วงอยู่แร้ว ดีนะไอคุณกิ๊ฟท์ไม่บ้าฝรั่งไปอีกคน
(มานบ้าญี่ปุ่น) เราเรยไม่ต้องแขนม่วงทั้ง 2
ข้าง

ข้อดีข้อ 2 ก้อคือการ
shopping นั่นเอง แบบว่า Longchamp (เง็งแฮะ
ว่าทำไมมันอ่านว่า ลองชอม ไมไม่อ่าน ลองชอง เหมือนชองเซลิเซ่ หว่า
)
มันถูกเจรงๆนิ ถูกกว่าที่ไทยเยอะเรย แต่ว่า ก้อถูกกว่าที่อังกฤษไม่เท่าไหร่นะ
แต่ก้อยังดี ถูกอยู่ดี สรุปเรยต้องซื้อมาให้ที่บ้านซะหน่อย หุหุ อ่อ แต่ว่า
ถ้าจะซื้อต้องดูให้ดีๆ ว่ามัน
made in France รึเปล่า
บางทีซวยได้
Made in China ซะงั้น แต่คนผลิตมันก้อฉลาดนะ ถ้า Made
in China มันก้อไม่พิมพ์บอกไว้ข้างหลัง ใครไม่รุก้อซื้อไป
ต้องดูให้ดีๆก่อน ยิ่งถ้าที่
Benlux (Duty Free ข้างๆ
Louvre อ่านว่า ลูฟวร์) เนี่ย มัน made in China ทั้งนั้นเลย
แต่ถูกกว่า ข้างนอกเยอะมากๆ ปกติไซต์กลาง
58
ยูโรที่ร้านนี้ขายแค่
40 เอง แต่ว่า
มันดันไม่ทำที่ฝรั่งเศสเนี่ยสิ แร้วใครจาซื้อฟระ

นี่แหละ Paris
in brief สรุปก้อคือ ยังไงก้อคงไม่กลับไปอีกแร้วหล่ะ เหอๆ แต่ว่า
ถ้าจะไปฝรั่งเศสอีกก้อคงไป นีซ แล้วก้อไป โมนาโค ที่มันอยู่ในฝรั่งเศสเท่านั้นแหละ
แบบว่า มันสวยอะ เรยอยากไป แร้วอีกอย่างคนทางใต้กะทางเหนือของฝรั่งเศสเค้านิสัยดีด้วย
ไม่เหมือนคนในปารีสอะ ที่ชาตินี้ นังกระเหรี่ยง
3 ตัวนี้คงไม่กลับไปเหยียบแผ่นดินมันอีกแร้ว
ชริ

~ P.a.N.g.i.E ~

Ps. ช่วงนี้อารมณ์เซ็งปารีสยังอยู่
เวลาด่าใคร ก้อเลยด่ามันว่า
ไอคนปาริเซียน
เหอๆ จำไว้ใช้ได้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์

Ps.2 เพิ่งรุมาว่ามารี่ เพื่อนจากฝรั่งเศส เค้าก้อบอกว่า เค้าไม่ชอบปารีสเหมือนกัน เหอๆ

Posted in Uncategorized | Leave a comment

~ โอ้ววว นี่หรือปารีส (ตอนที่ 1) ~

เอาล่ะวันนี้ขอมาเล่าเรื่องปารีสให้ฟังกันบ้าง
หลังจากได้นอนพักกันเต็มอิ่ม
(แหะๆ dissertation ก้อยังไม่ได้แตะ
เพราะคุณเวปมาสเตอร์ในเวปยังไม่ยอมเอา
questionnaire ของอิช้านลงเวปให้
กำหนดการต่างๆเลยต้องเลื่อนออกไปซะงั้น แถมคุณเพื่อนกีฟจะมาหาตอนปลายเดือนอีก

10 วัน แร้วตรูจะทำทันมั้ยเนี่ย ฮืออออ)

ไปปารีสมาสามวันเต็มๆ (อ่านว่า
พา
-รีส นะ มะช่าย แพ-รีส แบบว่า
เน้นสำเนียงอังกฤษมะช่ายเมกัน แต่ถ้าสำเนียงฝรั่งเศส รุสึกจะเป็น พา
-รี
มั้ง ใช่เป่าหว่าปัน ช่วยบอกด้วย
) อืม ต่อๆ ไปอยู่มาสามวัน ปรากฏ
แค่วันแรก ก้อไม่ชอบใจอย่างแรง อยากจะกรี๊ด
ทำไมคนที่โน่นมันเถื่อนถ่อยได้ใจขนาดนี้เนี่ย ยืนอยู่ที่เมโทร
(ก้อคือหรือ Underground นั่นเอง) คนก้อไม่ยอมต่อแถวกัน
ขนาดเรายืนอยู่ข้างหน้าสุด มันยังเดินมาแย่งเข้าไปก่อนเลย
แถมที่แย่กว่านั้นคือคนมันดันไม่ยอมให้คนข้างในออกมาก่อนอะเส่ะ
แย่งกันเข้าไปก่อนที่คนข้างในจะออกอีก เอาเข้าไป แย่เจรงๆ ไม่ชอบใจอย่างแรง

Tube

บางทีต่อแถวอยู่ดีๆ อ่าว
ไอคนพวกนี้มันมาจากไหนเนี่ย เดินมาแซงซะงั้น หน้าหนากันเจรงๆ
ไม่ว่าจะอยู่ในแถวซื้อของ หรือว่า แถวที่ดิสนีย์รีสอร์ท มันก้อมาแย่งกันหมด
ต้องจ้องหน้ามันแร้วพูดด่ามันเข้าไปเรย แต่มันก้อไม่สนใจ
เราเรยต้องหันมาด่าเป็นภาษาไทยกันเองแทน
55 แบบว่า
ไม่กล้าด่าเป็นภาษาฝรั่งเศสเพราะตอนนั้นก้อรุจักแค่คำว่า เลอเชียง ที่แปลว่า หมา
แค่นั้นเอง แต่ไม่กล้าด่า กลัวมันหันมาต่อยเข้าอะเส่ะ

สรุปรวมเรยดีกว่า
เพราะจำไม่ค่อยได้ว่าแต่ละวันไปไหนมามั่ง ตอนนี้ก้อยังไม่ได้รูปจากกล้องคุณกิ๊ฟท์เรย
มีแต่รูปในกล้องตัวเองที่ถ่ายมาแค่ไม่กี่วัน เลยจำไม่ได้ว่าไปไหนมามั่ง แต่ว่า
สรุปรวม คือ นอกจากคนจะเถื่อนถ่อยไร้มารยาทผู้ดีแร้ว พวกสถาปัตยกรรมต่างๆ
ก้อแค่สร้างให้ใหญ่ๆเข้าว่า แต่ว่า ไม่ได้อลังการอย่างที่คิด
มันก้อแค่ใหญ่ๆมาข่ม
แต่ว่า ไม่ได้สวยงามตระการตาซักกะอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหอไอเฟล
(Eiffel Tower)
ประตูชัย
(Arc de Triomphe อ่านว่า อาร์ เดอ ตรีอองฟ์) หรือว่า
นอตเตรอดรัม คือมันแค่สร้างให้ใหญ่ๆเข้าไว้ แต่ไม่มีอะไรเลยซักกะอย่าง คิดแล้วว่า
ถึงตอนที่ไปอยู่ท้องฟ้าจะสดใสก้อตาม มันก็คงไม่ทำให้ดูอลังการขึ้นมาได้หรอกนะ
(เพราะตอนที่ไปอากาศขมุกขมัว
มีแดดออกบ้างเป็นระยะ แต่ว่า ก้อไม่ตลอดทั้งวันอยู่ดีอะ
)

อ่อ แต่ว่า ที่สวยยกนิ้วให้เจรงๆ
ก้อคงจะเป็น
โอเปร่านั่นเอง สวยเริ่ดมากๆๆๆ เล็กๆ
แต่สวยสุดๆไปเรย เอาเป็นว่า อย่างน้อยก้อยังมีที่นี่ที่สวยแหละฟระ
ส่วนอันดับสองที่ชอบ ก้อคือ ดิสนีย์รีสอร์ท สนุกมากๆ รถไฟมันสะใจเจรงๆ
คุณตั๊กที่ไปด้วย บอกว่า เกิดมาช้านไม่เคยขึ้นรถไฟเหาะตีลังกามาก่อน มาทริปนี้แหละ
เจอนังเพื่อน
2 คนบังคับขู่เข็ญให้ขึ้นไป 3
อัน มันกรี๊ดซะเสียงแหบเลย เหอๆ มันส์ได้ใจเจรงๆ
แถมตอนกลับก็ซื้อไอภาพตอนเล่นมาด้วย หน้าตาน่าเกลียดได้ใจมากๆ ซื้อมาเสร็จก้อคิด
เออแล้วตรูจะเอาไปให้ใครดูได้ฟระ มันน่าเกลียดขนาดนี้
ขนาดเก็บภาพปิดใส่ถุงกลับมาแร้ว
นังคุณเพื่อนตั๊กมันยังนึกภาพออกแร้วนั่งขำอยู่คนเดียวเรย เออ
ตรูหน้าตลกแร้วมันเป็นไงฟระ เชอะๆ
แต่ไอดิสนีย์ตัวดีเนี่ยแหละ
ที่สูบเงินตรูไปเพียบ ตั้งแต่ค่าเข้า
ยูโร ค่ารถไฟไปอีก
25 ยูโร แร้วยังโดนมันสูบเงินซื้อพวกตุ๊กตาทั้งหลายแหล่
แร้วยังของโน่นนี่อีกเพียบ เฮ่อ ไม่น่าแพ้ของน่ารักๆเรย
รุงี้ไม่เดินเข้าร้านมันหรอก ชริ
46

มาจัดอันดับต่อ
อันดับสามที่ชอบก้อคือถนนชองเซลิเซ่
(Champ-Elysees) นั่นเอง
เจรงๆก้อไม่ได้ชอบมากมายเท่าไหร่หรอก เพราะตอนแรกดันจินตนาการไว้อลังการกว่านี้
แต่พอไปถึงเจรงๆ ก้อเป็นถนนใหญ่ๆ
(อีกแล้ว) ทางเดินกว้างๆ
ร้านต่างๆ ที่ถนนตรงนั้นก้อไม่ใช่ยี่ห้ออลังการไปซะหมด ก้อยังมียี่ห้อเบๆอยู่บ้าง
แต่เจรงๆก้อมีซอยอีกด้านนึงที่เป็นยี่ห้อที่ซื้อไม่ได้เลยซักอย่าง เหอๆ สรุป
ไปก้อได้แค่เดินๆดู แร้วก็ซื้อของนิดหน่อย พวกครีมโน่นนี่นั่นทั้งหลาย อ่อ
แร้วก้อมีร้าน
LV ใหญ่บะเริ่มเทิ่มอยู่ด้วยตรงกลางๆถนน
ทั้งตึกหลายบล็อกก้อเป็นร้านมันหมดเลย ใหญ่อลังการเจรงๆ
คุณกิ๊ฟท์เลยไปได้กระเป๋าตังค์มาอีกใบ
แต่เนื่องจากเป็นยี่ห้อที่คนไทยใช้กันเกร่อแร้ว เราเรยไม่สนใจมัน
(เจรงๆคือไม่มีกะตังค์นั่นเอง
555) ส่วนราคา เช็ครุ่นยอดฮิตติดอันดับ Speedy
30 มา ราคาถูกกว่าที่ลอนดอนแค่ พันเจ็ดร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง
ส่วนที่อังกฤษก้อถูกกว่าที่ไทยแค่ประมาณสามพันบาทได้ สรุป
ถึงจะเป็นถิ่นต้นกำเนิดของมันแร้ว ราคาก้อถูกจากอังกฤษแค่ไม่เท่าไหร่เองแฮะ

.. สรุปการเดินถนนชองเซลิเซ่ของเรา เอามาเปรียบเทียบกะ Oxford Street and Bond Street แร้ว
เดิน
2 ที่นี้ดีก่าอีกอะ

ตอนที่ไปถนนชองเซลิเซ่ เนี่ย
ก้อกะไปกินหอยที่ร้าน
Leon
ที่ปิ่นบอกมาว่าอร่อย แต่พอไปถึงปุ๊บ อ้าว มาจาก Brussels นี่หว่า
ก้อว่าอยู่ว่า หอยเป็นหม้อๆนี่มันอาหารของเบลเยี่ยมนี่หว่า สุดท้าย เออ
มันเป็นของที่นั่นเจรงๆด้วย ฉานเคยกินมาแร้วนี่นา สุดท้าย เรยไม่กินกัน ไปกินแม็คแทน

55
ประหยัดตังค์กันได้ดีเจรงๆ ถูกก่าที่ปันบอกอีกนะ
ว่าถ้าจาประหยัดให้ไปกินขนมปังฝรั่งเศส แค่
5 ยูโร
แต่เรากินกันแค่คนละ
4 ยูโรเองมื้อนี้ หุหุ

ชักจะยาว ขอต่อตอน 2 blog ถัดไปแระกันนะ

~ P.a.N.g.i.E ~

Posted in Uncategorized | Leave a comment

~ เมื่อคืนก่อนกลายเป็น The Terminal ซะงั้น ~

ทริปนี้ช่างเป็นทริปทรหดไปซะได้ ตั้งแต่ทำวีซ่าไปจนกระทั่งกลับมาถึงอังกฤษ เอามันเข้าไป ตรูหล่ะเหนื่อยเจรงๆ

ขอเล่าเรื่องที่กลายเป็น The Terminal ก่อนละกันคราวนี้
จำกันได้อ๊ะเป่าหนังที่ Tom Hanks แสดงเป็นคนที่ต้องอาศัยอยู่ในสนามบิน
คราวนี้พวกเราก้อต้องกลายเป็น Tom Hanks กันซะงั้น .. เรื่องก้อมีอยู่ว่า
ไอ EasyJet มันดันทำพิษ
เครื่องที่ออกจาก Rome เวลา 20:55 มันดัน delay กลายเป็นเครื่องออกเกือบ 4
ทุ่ม แล้วเดิมตามกำหนดการมันต้องถึงที่ Gatwick Airport ที่อังกฤษตอน
22:30 แล้วพวกเราต้องขึ้น Coach กลับกันตอน 23:30
เนื่องจากดูแล้วรถไฟมันไม่มีรอบดึกขนาดนั้นกลับเรยต้องนั่งโค๊ทแทน
กะว่าเหลือเวลาเดินมาขึ้นโค๊ทซักชั่วโมงนึงก้อไม่น่ามีปัญหา ที่ไหนได้
ปรากฎเครื่องดัน delay อีก มาถึงสนามบิน Gatwick ตอนห้าทุ่มเกือบครึ่ง
ถึงปุ๊บ เราก้อรีบเปิดโทสับโทรไปหา NationalExpress แบบสาย Emergency line
บอกเค้าว่า เนี่ยเพิ่งถึง เพราะเครื่องบินมัน delay
เค้าช่วยโทรไปบอกให้รถมันรอหน่อยได้มั้ย แต่ว่า พอเค้ารุว่า
ยังไม่ผ่านด่าน immigration เจ๊ในสายเรยบอกว่า เค้าคงช่วยอะไรไม่ได้
พวกคุณคงต้องรอรถเที่ยวถัดไป ตอน 6 โมงเช้า โอ้ววววว ตายตรู
ทำไรไม่ได้เรยเจรงๆ

สุดท้าย
พอออกมาจาก immigration ได้ก้อเที่ยงคืนกว่าแล้ว สรุป ไม่ทันแน่นอน
ก้อกะว่า เอองั้น Taxi ก้อแล้วกัน คงไม่แพงมาก เพราะว่าตอนขามาจาก
Leicester ก้อนั่งมาที่ Luton คนละไม่ถึง 30 ปอนด์เลย คราวนี้มา Gatwick
มันไกลกว่า Luton ก้อคงไม่เกินคนละ 40 ฟระ ที่ไหนได้ พอไปถามราคาแท็กซี่
ปรากฎกลายเป็น 240 ปอนด์ คนละ 80 ปอนด์ แทบจะกรี๊ด นั่งรถแค่ชั่วโมงนิดๆ ไมราคา 17,000
บาทเรยเหรอฟระ หรือว่า เพราะมันเป็นรถจาก Airport หว่าเลยราคาแพง
พอคิดงี้ขึ้นมาได้ ก้อเลยลองโทรหาปิ่นให้ลองหาเบอร์แท็กซี่ในเนตให้หน่อย

หลังจากนั้นก้อได้เบอร์
taxi มา 5 บริษัท ลองโทรไป บางสายไม่มีคนรับ บางสายรับมา แต่ว่า
รถมันเต็มหมดแล้ว ไม่ว่างมารับเลย แล้วที่ฮาก้อคือ
โทรไปแร้วมันดันเป็นคนที่เค้าน์เตอร์ที่เพิ่งไปถามมาเมื่อกี้
กิ๊ฟท์โทรไปพอวางสายก้อบอกว่า เสียงมันคุ้นๆ คงเป็นบริษัทที่สนามบินแหละ
แต่ว่า ก้อยังไม่เข็ด โทรไปอีกเบอร์ที่ได้มา กลายเป็นว่า
ก้อเป็นคนที่นั่นแหละ แล้วเค้าก้อดันจำได้อีก บอกว่า
เมื่อกี้คุณเพิ่งมาถามที่เค้าน์เตอร์เองนะ เอ้าเอาเข้าไป
พอลองโทรไปเบอร์อื่น ก้อไม่มีคนรับแล้ว
สงสัยอาจจะเป็นเบอร์เค้าน์เตอร์นี้เหมือนกันแล้วมันขึ้นเบอร์
คนที่เค้าน์เตอร์คงจำได้ เลยไม่รับให้เสียเวลา

สรุป
หลังจากนั่งหดหู่กันอยู่ตรงทางออก หนาวก้อหนาว กลับก้อไม่ได้ สรุป
เลยเดินกลับไปหาอะไรกินกันดีกว่า ตอนนั้นก้อตีหนึ่งกว่าๆ แล้ว ง่วงก้อง่วง
หิวก้อหิว แต่ก้อดันงกไม่ยอมกลับแท็กซี่กัน
(ก้อมันคนละเกือบหกพันเลยนี่หว่า มันเปลืองนะเฟ้ย
ทริปนี้ทะลุเป้าไปเยอะมากแล้วอ่ะ) สรุป เลยกลับมาเบอร์เกอร์คิงหาไรกินกัน
พอกินเสร็จ ทุกคนเลยนั่งหลับกันเลย แต่เจรงๆก้อไม่ค่อยหลับหรอกนะ
เพราะนั่งพิงเสากันแล้วมันเมื่อยคออะ

คุณลุงคุณป้าโต๊ะข้างๆก้อคงมารอไฟล์
ไม่ก้อตกรถเหมือนกัน พอหันมาเห็นอีกระเหรี่ยง 3 คน มันนั่งคอพับกัน
คุณลุงคุณป้าเลยเลียนแบบมั่ง นั่งหลับกันไปด้วย พอตื่นกันมาตอนตีห้า
หันไปดูข้างๆ ปรากฎมีคนมาเลียนแบบนอนข้างๆด้วยเหมือนกัน เอ้า เอากันเข้าไป
แต่ว่า หลับในร้าน มันดีกว่าไปนอนข้างนอกร้านนะ เห็นคนนอนเพียบเลย
แต่ว่าทางเดินมันโล่งๆ ใครเดินผ่านไปมาก้อไม่รุ น่ากลัวกว่านอนในร้านเยอะ


พอตีห้ากว่าๆ
ก้อเดินลงมาที่รถกัน ปรากฎพอขึ้นเสร็จ รถโค๊ทมันนรกมาก นั่ง 6
โมงถึงที่เลสเตอร์ตอน 9:55 แต่่ว่า ที่ซวยกว่านั้่นก้อคือ พอขึ้นรถเสร็จ
ปรากฎถนนปกติมันดันปิดปรับปรุง คนขับเลยบอกว่า ต้องอ้อมไปอีกทางนึง สรุป
นั่งกันก้นบานเลย มาถึงเลสเตอร์ตอนเกือบ 11 โมง โหดกันเจรงๆ ทริปนี้ ..
พอกลับมาถึงอาบน้ำสระผม เก็บของ ได้นอนเจรงๆ ตอนบ่ายสอง ตื่นมาอีกที
เพราะไอโป้งดันโทรมา
ตอนสามทุ่มแล้วก้อหลับต่ออีกตอนเที่ยงคืนถึงสิบโมงเพราะตาอ้วนโทรมาปลุก
สรุป นอนยาวเจรงๆ เพราะเพลียมากกก

ไปแระ ไว้คราวหน้ามาเล่าเรื่องที่ปารีส (ที่ทุกคนตกลงใจกันว่า "พวกชั้นจะไม่มีวันกลับไปเหยียบที่นั่นอีก") กับ อิตาลี (ที่จะต้องกลับไปอีกแน่นอน ชัวร์!) เอ้า มันเกิดอะไรขึ้นหว่า เด๋วมาต่อคราวหน้าละกัน หุหุ

~ P.a.N.g.i.E ~

Posted in Uncategorized | Leave a comment

~ วันนี้…อ้วกกกกกก ~

อ้วกอีกแล้วคับทั่น
ไม่คิดว่าอาการนี้จะกลับมาอีก ไม่ใช่เพราะว่า ทำ disser แล้วเครียดจัด
แต่กลับกลายเป็นกินมากเกินอีกแล้วเหรอนี่ เฮ่ออออ


เรื่องของเรื่องก้อคือ
วันนี้หลังจากไปช๊อปปิ้งที่ Bicester เสร็จ ซึ่งก้อไม่ได้อะไรมาก
แต่ว่าของที่ได้มาดันแพงซะ ก้อเอาเป็นว่า เด๋วต้องจำศีลซะแระ .. ต่อๆ
เพราะเรื่องนี้ไม่ใ่ช่ประเด็นของวันนี้ แต่เป็นเรื่องหลังจากนั้น
ซึ่งก้อคือ พอออกมาจาก bicester ก้อนั่งรถไฟกลับกัน แต่ไปแวะกินข้าวที่
Birmingham กันก่อน เลยตกลงใจไปกิน big wok กัน เป็นบุฟเฟ่ ก้อเลยกินซูชิ
ไก่ แล้วก้อเนื้อ ทั้งหมดไปแค่ 2 จานเองนะ ก้อไม่เยอะเท่าไหร่
เพราะตักทีละไม่มาก พออิ่ม ก้อนั่งมองคนอื่นกินกันไป
จากนั้นพอกินกันเสร็จก้อต่อด้วย ไอติม เสร็จแล้วก้อออกมา
แล้วก้อนั่งรถไฟกลับเมืองตัวเองซะที


พอมาถึงห้อง ก้อรุสึกแย่ๆ จากนั้นซักพัก แหวะ เรยคับ อ้วกอีกแร้ว แง๊ (เสียดายของกินหง่ะ)

ไม่น่าเชื่อว่า
อาการแบบนี้จะกลับมาอีัก เพราะเจรงๆเคยเป็นแบบนี้ 3 – 4 ครั้ง
ตอนมาเรียนแรกๆ เพราะว่า ตอนนั้นมากระเพาะยังเล็กอยู่ พอกินเยอะ
ก้อเลยรับไม่ไหว อ้วกซะเลย แต่ต่อมา กระเพาะขยาย กินเท่าไหร่ก้อไม่มีอาการ
จนสุดท้ายมาช่วงทำ disser นี่แหละ ที่ไม่ค่อยได้กินอะไรเท่าไหร่
วันๆนึงถ้าไม่นับซีเรียลตอนเช้าก้อแทบไม่ได้กินอะไรเลย จนน้ำหนักมันลดลงมา
(แต่ว่า ก้อยังหนักกว่าตอนมา 2 โลอยู่ดีอ่ะ)
สรุปจะเริ่มกินมากขึ้นให้กระเพาะขยาย หรือ คงไว้แบบนี้ต่อไปดีเนี่ย
เง็งตัวเอง


อ่อออ
แต่เจรงๆ อยู่นี่เคยอ้วกด้วยอาการอื่นด้วย
คืออาการกินน้องแอล(กอฮอล์)นั่นเอง 555 แบบว่า แต่ก่อนไม่เคยแตะเลยเจรงๆ
พอมานี่ ปกติเวลาเล่นเกมส์ก้อให้คนอื่นกินให้ แต่มีครั้งนึงหนีไม่ได้เจรงๆ
กินไปปุ๊บ ไม่เมานะ แต่กลับห้องมาอ้วกๆๆๆ
แต่ก้อยังมีครั้งต่อไปที่กินอีกนิดนึง อ้าวอ้วกอีกแล้ว สรุป
ครั้งสุดท้ายเลยขอลองบาร์คาดี้แทนก้อได้ฟระ ก้อกลายเป็นว่า
อ้วกอีกเหมือนเดิม เง็งตัวเอง ทำไมแค่บาร์คาดี้ตรูก้อยังอ้วกหว่า
เรยมีคนสรุปให้ว่า เป็นโรคแพ้แอลกอฮอล์ชัวร์ .. เออ ก้อดีเหมือนกันแฮะ
โรคนี้ จาได้ไว้ปฏิเสธเวลามีคนชวนกิน คอยดูคนอื่นเมาหนุกก่าเยอะเรย
แถวนี้มีแต่คนเมาแล้วบ้ากันทั้งน้านนน อิอิ

~ P.a.N.g.i.E ~

Posted in Uncategorized | Leave a comment

~ วันนี้ทำ…กิน ~

ตะแด๊น ทำ "สปาเกตตี้ผัดขี้เมากุ้ง"
นั่นเอง เพราะเมื่อวาน เพิ่งไปซื้อเส้นเพตตูชินี่มา แบบว่า
ชอบเส้นนี้ที่สุดแระ อิอิ วันนี้เรยมาทำกันกิน 3 คน แต่แม่ครัวใหญ่ก้อคือ
กิ๊ฟ นั่นเอง


คราวนี้มีรูปมาให้ดูพร้อมขั้นตอนด้วย แบบว่า เตรียมพร้อมกันสุดๆ เพราะกะเอามาแปะไว้ในนี้ ส่วนกิ๊ฟก้อบอกจะเอาไปทำ slide แปะใน hi5 ด้วยเหมือนกัน มาดูขั้นตอนการทำกันดีก่า

1. เอาเส้นไปต้ม คราวนี้กินกัน 3 คน เลยต้ม 4 ก้อน ตอนต้มอย่าลืมใส่เกลือด้วย เส้นจะได้ไม่ติดหม้อ

2.
ระหว่างต้ม ก้อเตรียมส่วนผสมไปเรื่อยๆ ก้อมี เห็ด, พริกหวาน, กระเพรา,
พริก (คราวนี้ใส่ 4 เม็ด ไม่เผ็ดมาก), กระเทียมสับ แล้วที่ขาดไม่ได้ก้อคือ
กุ้ง นั่นเอง (ทุกอย่าง ใส่ตามความอยากกิน ไม่มีปริมาณแน่นอน
แต่คราวนี้ใส่กุ้งไป 12 ตัว จะได้กินคนละ 4 อิอิ)

3.
ระหว่างเตรียมของ ก้อหันไปคนเส้นในหม้อไปเรื่อยๆ รอจนกระทั่ง
เส้นมันนิ่มแล้ว แต่ไม่ต้องถึงขั้นเละ เพราะเด๋วต้องเอามาผัดต่อ
พอได้ที่แล้วก้อเอาเส้นออกมา ราดน้ำเย็น แล้วก้ออาจจะใส่น้ำมันเล็กน้อย
เพื่อให้เส้นไม่ติดกัน

4. จากนั้นเริ่มผัด ด้วยการ เอากระเทียมกับพริกลงไปทอดในกระทะ แล้วก้อคนไปเรื่อยๆ
5. พอกระเทียมเริ่มเหลือง ก้อใส่ส่วนผสมทุกอย่างลงไป ผัดไปเรื่อยๆ
ุ6. จากนั้นก้อใส่ ซ้อสหอยนางรม แล้วก้อซีอิ้วขาวลงไป แล้วก้อผัดๆๆไปจนกว่ากุ้งจะเริ่มสุก
7. พอกุ้งเริ่มสุก ก้อรีบใส่เส้นเพตตูลงไป แล้วก้อคลุกๆๆๆ จนดูเข้ากันดีแล้ว ก้อเอาม้วนๆใส่จาน เป็นอันเสร็จ

จบมื้อกลางวันวันนี้ เป็นเมนูที่ง่ายแล้วก้ออร่อยด้วยนะเนี่ย อิอิ

~ P.a.N.g.i.E ~

ps.
แต่พอกินเสร็จ ก้อต้องเริ่มมึนกับ disser อีกแล้วหรือนี่ แบบว่า
ไม่ได้มึนกะมันมาหลายวันแล้ว แต่จะได้กำหนดส่งน้อง literature review
แล้วอะสิ ไฟลนก้นทุกทีเลยฉาน T^T

Posted in Uncategorized | Leave a comment

~ วิธีทำ ข้าวเหนียวสังขยา กับ ฝอยทอง ~


เนื่องจากความเบื่ออีกแล้ว วันนี้เรยขอมาแปะวิธีทำขนมไทยๆ
ที่เคยทำกินที่่นี่ สูตรนี้เอามาจากพี่บี
เนื่องจากเมื่อปลายเดือนพี่บีได้อำลาพวกน้องๆทุกคนกลับไทยไปซะแระ
(จบเอกซะที ฮู่เร่!!) เมื่อปลายเดือนที่แล้วเลยมีการทำข้าวมันไก่ หนมเค็ก
แล้วก้อขนมไทย เลี้ยงส่งกัน เราก้อเลยขอรับหน้าที่ทำขนมไทยกับพี่บีซะเลย

ขั้นตอนทำข้าวเหนียวสังขยา มีดังนี้จ้า

1. แช่ข้าวเหนียวเขี้ยวงูในน้ำไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมง แต่จะแช่ทั้งคืนก้อไม่ว่ากัน

    จากนั้นพักข้าวเหนียวไว้ก่อน แล้วมาทำสังขยากัน

2.
นำไข่ขาว 12 ฟอง (ย้ำ! เฉพาะไข่ขาวนะ) + น้ำตาลปี๊บ 13 ช้อนโต๊ะ + กะทิ 9
ช้อนโต๊ะ มาผสมกัน แล้วใส่ถุงมือขยำๆๆๆๆๆ ไปเรื่อยๆจนกว่าจะเข้ากัน
(ขั้นตอนนี้ใช้เวลานานหน่อย แล้วแต่แรงคนทำ)

3. กรองส่วนผสมที่เข้ากันแล้ว ใส่ถ้วย
4. นำส่วนผสมที่อยู่ในถ้วยไปนึ่งไฟแรง 30 นาที

    ขั้นตอน 2 – 4 เป็นการทำสังขยา พอทำจบขั้น 4 ก็กลับมาทำข้าวเหนียวต่อ

5.
เทน้ำที่แช่ข้าวเหนียวทิ้ง แล้วเติมน้ำลงไปใหม่ พอให้ท่วมข้าวเหนียว
จากนั้นเอาเข้า microwave ประมาณ 6 – 15 นาที คอยดูๆ ให้ข้าวพอสุก
ก้อเอาออก ระหว่างรอข้าวสุกก้อทำขั้นที่ 6 ไปพลางๆ


6.
เทน้ำกะทิ 1 กระป๋อง ลงในหม้อ พร้อมใส่น้ำตาลอย่างน้อย 1/2 กิโลกรัม (โอ้ว
เยอะมั่กๆ) ต้มเบาๆ โดยเปิดไฟเบอร์ 3 ต้มไปเรื่อยๆ จากนั้นใส่เกลืออีก 1/2
ช้อนโต๊ะ พอน้ำตาลเริ่มละลาย ก้อรีบยกขึ้นก่อนกะทิแตกมัน


7. กลับไปดูข้าวในไมโครเวฟ พอข้าวเริ่มสุกก้อเอาออกมาคน เอาข้าวข้างล่างขึ้นข้างบน แล้วเข้าไมโครเวฟต่อประมาณ 2 – 5 นาที ให้ข้าวแห้ง

8.
พอเอาข้าวออกจากไมโครเวฟ รีบใส่น้ำกะทิที่ทำเสร็จเรียบร้อยจากขั้นตอนที่ 6
ลงในข้าว เพราะข้าวร้อนๆ จะดูดน้ำได้ดี ใส่พอประมาณให้ข้าวไม่แฉะเกิน
แล้วก็คนๆ ก้อเป็นอันเสร็จ

===================================================================
จะเห็นว่่าที่ทำข้าวเหนียวสังขยา ยังมีไข่แดงที่เหลืออยู่ ก้อสามารถเอามาทำ ฝอยทองกินเล่นต่อได้ เย้ๆ

ขั้นตอนทำ ก้อง่ายๆ มีดังนี้

1. ตีไข่แดงให้พอเข้ากัน
2. ต้มน้ำร้อนในหม้อ ใส่น้ำตาลเยอะๆ (เยอะัมั่กๆ อีกแล้ว) เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนกว่า จะเอาส้อมดึงขึ้นแล้วน้ำในหม้อยืดได้ 2 นิ้ว
3. เอาไข่แดงใส่ถุงกับข้าว แล้วเอาไม้เจาะก้นถุงให้เป็นรูเยอะๆ
4. จากนั้นก้อบีบไข่แดงในถุงลงหม้อที่เคี่ยวน้ำกับน้ำตาลไว้ เวลาบีบให้บีบเป็นวงกลมให้ทั่วหม้อ
5. จากนั้น เอาไม้ (แบบไม้หมูิปิ้งบ้านเรา) มากวาดเส้นไข่แดงที่เริ่มแข็งตัวในหม้อ พยายามทำให้เป็นแ่ผ่นๆเหมือนร้าน แล้วก้อเอาขึ้น

จากนั้นก้อวนขั้นตอนที่ 4 กับ 5 ไปจนกว่าไข่แดงจะหมดถุง แค่นี้ก้อเป็นอันเสร็จ

===================================================================

จบแล้วคับ วิธีการทำข้าวเหนียวสังขยา กับ ฝอยทอง อร่อยเจรงๆ รับรองเรย อิอิ

แต่ว่า
เจรงๆ พี่บีบอกว่า ฝอยทอง ปกติจะทำมาจากไข่เป็ด แต่ว่า
เผอิญที่นี่หาไข่เป็ดไม่ได้ ฝอยทองที่ได้ เลยออกมากลายเป็นสีเหลืองนวล
ไม่เป็นสีส้มเหมือนที่ร้านเลยอ่ะ แต่ไม่เป็นไร อร่อยเหมือนกัน


คราวนี้ก้อไม่มีรูปอีกตามเคย แต่ไม่เป็นไร ไว้คราวหน้าทำกินแร้วจะเอามาแปะไว้ให้ดู

~ P.a.N.g.i.E ~

Posted in Uncategorized | 10 Comments